วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอสามชุก

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอสามชุก


อำเภอสามชุก มีประวัติจารึกว่าเคยเป็นดินแดนที่มีความยิ่งใหญ่ในอดีต ในฐานะที่เป็นเสมือนเมืองท่าที่สำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนได้เคยเป็นแหล่งอารยะธรรมเก่าแก่มาแต่โบราณ จากการขุดพบเทวรูปยืนเนื้อหินสีเขียวขนาดใหญ่องค์หนึ่ง ใน พ.ศ. 2522 ที่บ้านเนินพระ ต.บ้านสระ อ.สามชุก ทำให้นักโบราณคดีเริ่มขุดค้น และเชื่อว่า ณ ที่นี้เป็นที่ตั้งของ โบราณสถานสมัยขอมแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญมาก โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาจักรทวารวดีระหว่าง พ.ศ.ที่ 16-18 จากการขุดพบ ได้พบลายปูนปั้นเป็นจำนวนมาก เช่น เศียรเทวดา พระพิมพ์เนื้อชิน นางอัปสร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ลายเทพพนม เศียรอสูรขนาดใหญ่ รูปสัตว์ที่ประดับศาสนสถาน ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองในอดีตบ้านสามชุกได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือทางการค้าที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางของจังหวัด ผู้ที่เดินทางจากตัวเมืองไปอำเภออื่นๆที่เลยออกไปจำเป็นต้องหยุดพักที่สามชุก เพราะได้เวลาค่ำพอดี นอกจากนั้นยังเป็นที่ที่พวกกระเหรี่ยงนำของจากป่า บรรทุกเกวียนมาขายให้พ่อค้าทางเรือ และซื้อของจำเป็นกลับไป ในสมัยหนึ่งบ้านสามชุกขึ้นกับอำเภอเดิมบางนางบวช เมื่อปี พ.ศ. 2437ต่อมาปี พ.ศ. 2454 จึงย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งบริเวณหมู่บ้านสำเพ็งและเปลี่ยนชื่อมาเป็นอำเภอสามชุกเมื่อปี พ.ศ. 2457มีเนื้อที่ 362 ตารางกิโลเมตร มี 7 ตำบล 68 หมู่บ้าน




ตลาด ๑๐๐ ปี..อำเภอสามชุก

ตลาดสามชุกเป็นแหล่งค้าขายสินค้าทางน้ำที่สำคัญในสมัยโบราณ ตัวอำเภอยังเป็นตลาดเก่าที่สร้างด้วยไม้เรียงติดกัน อยู่ริมฝังตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน วิถีีชีวิตของผู้คนในชุมชน, สถาปัตยกรรมโบราณเชิงชายไม้แกะสลัก อาคารพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์ จีนารักษ์ร้านขายยาจีน-ไทยโบราณ ร้านกาแฟโบราณ และร้านถ่ายรูปโบราณยังคงมีสภาพและรูปแบบเดิมเหมาะแก่การอนุรักษ์และรักษาให้เป็นบันทึกของชีวิตริมแม่น้ำท่าจีน อีกแห่งหนึ่ง และยังเป็นแหล่งรวมสินค้าโดยเฉพาะขนมไทยโบราณ กาแฟสด และอาหารสด จำพวกปลาแม่น้ำและพืชพักจากชาวบ้าน ระยะทางจากตัวจังหวัดถึงอำเภอสามชุกประมาณ 35 กิโลเมตร ห่างจากถนนสุพรรณ-ชัยนาท ประมาณ 200 เมตร





พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์จีนารักษ์
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ ได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มแม่น้ำท่าจีน ซึ่งสัมพันธ์กับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองสามชุก ตลาดสามชุก สังคม และสภาพวิถีชีวิตของผู้คนสามชุก มีการแสดงประวัติเจ้าของอาคารพิพิธภัณฑ์ คือ ท่านขุนจำนงจีนารักษ์ และกล่าวถึงโครงการสามชุกเมืองน่าอยู่ มีการจัดแสดงผลงานศิลปะผ่านภาพวาดและลายเส้นเกี่ยวกับสามชุกของนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้เดิมเป็นบ้านของขุนจำนงจีนารักษ์ ตั้งอยู่ในตลาดสามชุก ซอย ๒ ลักษณะเป็นอาคารไม้สามชั้น สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ. ศ. ๒๔๕๙ อายุกว่า ๙๐ ปี มาแล้ว นางเคี่ยวยี่ จีนารักษ์ ทายาทคนปัจจุบันได้อนุญาตให้คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกปรับปรุงบ้านจัดทำพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ของท้องถิ่นและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน






ของอร่อยที่ตลาด ๑๐๐ ปี
บะหมี่สด เกี๊ยวสด "เจ๊กอ้าว"กาแฟโบราณ "เจ๊หมวยเล็ก"ปัจจุบันมีร้านอาหาร ขนมอร่อยๆ ของฝากที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมได้เลือกซื้อกันมากมายโดยเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์






บึงระหาร

อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร เป็นบึงขนาดใหญ่มีเนื้อที่ 252 ไร่ มีถนนวนรอบบึง มีร้านอาหารและศาลาสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย การแข่งขันกีฬาทางน้ำ หรือจอดรถพักรับประทานอาหาร ด้วยอยู่ใกล้ถนนใหญ่ จากตัวจังหวัดสุพรรณถึงสี่แยกไฟแดงอำเภอสามชุก แล้วเลี้ยวขวาเพียง 100 เมตร




วัดลาดสิงห์
ตั้งอยู่ตำบลบ้านสระ ห่างจากอนุสรณ์ดอนเจดีย์ 7 ก.ม. ภายหลังสมเด็จพระนเรศวรมีชัยชนะ ในสงครามยุทธหัตถี และทราบข่าวพระพี่นาง พระสุพรรณกัลยาที่ทรงเป็น องค์ประกันอยู่ที่พม่า ถูกประหารชีวิตด้วยพระแสงของ พระเจ้านันทบุเรง เป็นการล้างแค้นที่พระมหาอุปราชา สิ้นพระชนม์ ด้วยพระแสงของ้าวของพระองค์ ดังนั้นจึงทรงสร้างวัดนี้ เพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่พระสุพรรณกัลยา มีโบราณสถานเก่าแก่ อุโบสถซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา กำแพงแก้ว และสระน้ำขนาดใหญ่

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอบางปลาม้า

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอบางปลาม้า



อำเภอบางปลาม้า ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรี มาทางทิศใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร มีพื้นที่481,298 ตารางกิโลเมตร ( 300,811.3 ไร่) ประกอบด้วย 14 ตำบล 125 หมู่บ้าน ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นแอ่งที่ราบลุ่ม จะมีน้ำท่วมขัง ในฤดูน้ำหลาก ที่ตั้งตัวอำเภอปัจจุบันตั้งอยู่ทางฝั่งซ้าย ของแม่น้ำท่าจีน
หมู่บ้านไทย วัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า ห่างจากจังหวัด 25 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ยังคงรูปแบบวิถีทางดำเนิน ชีวิตแบบไทย และขนบธรรมเนียมดั้งเดิม บ้านทรงเรือนไทย การแต่งกายตามแบบของชนกลุ่มน้อยและประเพณียังคงมีให้เห็น เป็นจุดหนึ่งของการท่องเที่ยวแบบวัฒนธรรมประเพณี
ชุมชนบ้านโพธิ์ศรีี เป็นชุมชนที่มีเชื่อสายชาวไทยพวน มีฝีมือในการทำเครื่องจักสานไม้ไผ่และหวาย ฝีมือประณีต
อุทยานมัจฉาวัดป่าพฤกษ์ เป็นอุทยานมัจฉาอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด บริเวณหน้าวัดมีฝูงปลาโดยเฉพาะปลาสวาย ปลานิล เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถยืนชมและให้อาหารปลาได้อย่างใกล้ชิด บริเวณริมแม่น้ำทางวัดก่อสร้างเป็นเขื่อนทางเท้า ริมน้ำยาวประมาณ 100 เมตรการเดินทาง อยู่ก่อนถึงตัวเมืองประมาณ 17 ก.ม.
วัดบางเลน อยู่ที่อำเภอบางปลาม้า ภายในบริเวณวัดมีค้างคาวแม่ไก่ เป็นจำนวนมากอาศัยเกาะอยู่ตามต้นไม้การเดินทาง ห่างจากจังหวัดประมาณ 24 กิโลเมตร

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอเดิมบางนางบวช



สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอเดิมบางนางบวช



บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ (บึงบัวแดง) อยู่ติดต่อเขตอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เป็นบึงขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 2,700 กว่าไร่ อยู่ในเขตอำเภอ เดิมบางนางบวช
พ.ศ. 2525 เริ่มแผนพัฒนาบึงฉวาก และประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
พ.ศ. 2537 จังหวัดสุพรรณบุรี โดย ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ร่วมกับหน่วนงานต่างๆ จัดทำโครงการพัฒนาบึงฉวากเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2539 เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ และบ่อจระเข้
พ.ศ. 2541 บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ (ลักษณะที่เป็นที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือ พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำน้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมถาวร และชั่วคราวทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำใหว แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทะเลในบริเวณซึ่งน้ำลดต่ำสุด น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร )
พ.ศ. 2542 เริ่มดำเนินการก่อสร้าง อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพบริเวณเกาะกลางน้ำเนื้อที่ 26 ไร่ เพื่อรวบรวมพันธุ์ผักพื้นบ้านกว่า 500 ชนิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร สร้างจิตสำนึกให้รู้ถึงคุณค่าของผักพื้นบ้าน
พ.ศ. 2543 วันที่ 4 กันยายน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดแพรคลุมป้ายโครงการพัฒนาบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ
พ.ศ. 2544 ก่อสร้างอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 2 ประกอบด้วยตู้ปลาขนาดใหญ่บรรจุน้ำได้ 400 ลูกบาศก์เมตร ตู้ปลาขนาด 1 ตัน จำนวน 30 ตู้จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดได้ 60 ชนิด นอกจากนี้ยังมีปลาทะเลสวยงามอีก 7 ตู้

พ.ศ. 2546 วันที่ 23 พฤษภาคม เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเป็นวันแรก มีประชาชนเข้าชมจำนวนมากเป็นปรากฏการณ์ ของการท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี






สถานที่ท่องเที่ยวภายในบึงฉวาก


1. เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
2. กรงเสือและกรงสิงห์โต แหล่งรวบรวมสัตว์ป่าที่หาดูได้ยาก

3.สถานที่ถ่ายภาพร่วมกับสัตว์ เด็กจะได้สนุกสนานกับการถ่ายภาพบนหลังม้าหรือถ่ายภาพคู่กับลิงอุรังอุตัง เก็บไว้เป็นที่ระลึก
4.ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าและกรงนกใหญ่ เดินชมภายในกรงนกใหญ่ที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายสภาพธรรมชาติ ชมพันธ์นกหายากกว่า 30 ชนิด เช่น นกยูง นกกาบบัว เป็ดแดง
5. เกาะกระต่าย
6.ศูนย์รวมพันธุ์ไก่และกรงสัตว์หายาก เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไก่ชนิดต่างๆทั้งสวยงาม และหายาก เช่น ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าสีทอง ไก่ฟ้าพญาลอ และสัตว์หายากอีกหลายชนิด
7.อุทยานผักพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่รวบรวมผักพื้นบ้านกว่า 500 ชนิดชมน้ำเต้าเหลี่ยมรูปทรงแปลกตาและโรงเรือนปลูกพืชระบบระเหย
น้ำที่ทันสมัย
8. เรือจักรยานน้ำ สำหรับครอบครัวได้ออกกำลังกายกับธรรมชาติที่สวยงามภายในบึงน้ำ
9.สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวาก (อุโมงค์ปลา) เป็นแหล่งรวบรวมปลาสวยงามและพันธ์ปลาหายาก ตื่นตากับอาควาเรี่ยมน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สัมผัสโลกใต้น้ำผ่านอุโมงค์ปลาขนาดใหญ่ สถานแสดงพันธุ์ฯ เปิดเวลา 9.00 น. มีการแสดงการให้อาหารปลา
10.บ่อจระเข้น้ำจืด เป็นบ่อจระเข้ขนาดใหญ่ ที่มีสภาพใกล้เคียงธรรมชาติสวยงามเป็นจุดที่น่าสนใจอีกแห่งหนึงของบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ





ระยะทางจากกรุงเทพ-บึงฉวาก ประมาณ 160 ก.ม
.เส้นทางเข้าบึงฉวากสะดวกที่สุดพอถึงสามแยกไฟแดงเข้าตลาดท่าช้าง ให้ตรงไปทางจ.ชัยนาทอีก ประมาณ 8 ก.ม.จะมีป้ายซ้ายมือไปบึงฉวากอีกประมาณ 4 ก.ม.แผนที่แสดงเส้นทาง กรุงเทพฯ - บึงฉวาก สอบถามรายละเอียด035-439208-9, 035-439210, 035439206
ของกินของฝากที่ไม่ควรพลาดเฉาก๊วยชากังราว หน้าอาคารแสดงพันธ์สัตว์น้ำ


วัดเขานางบวชหรือวัดเขาขึ้น(วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ)


วัดเขานางบวชหรือวัดเขาขึ้น(วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ) บริเวณวัดตั้งอยู่บนเขานางบวชมีทั้งทางราดยาง และบันได 249 ขั้น ขึ้นไปจนถึงยอดเขา เป็นวัดของพระอาจารย์ ธรรมโชติ ผู้ทรงคุณวุฒเครื่องรางของขลังสมัยศึกบางระจัน ชาวบ้านบางระจันได้นิมนต์ไปเป็นกำลังใจการสู้รบ กับพม่า มีรอยพระพุทธบาทอยู่ในวิหาร พระอาจารย์ธรรมโชติ ด้านหลังเป็นเจดีย์แผ่นหิน รูปปั้นอาจารย์ธรรมโชติ เมื่อยืนอยู่บนเขาสามารถชมทิวทัศน์อันสวยงาม ของอำเภอเดิมบางนางบวชได้อย่างทั่วถึง

วัดเดิมบาง ภายในวัดมีมณฑป ศาลา หอระฆัง ที่ก่อสร้างได้วิจิตรประณีตมาก และธรรมมาสน์ที่สร้างโดยช่างชาวจีนและเป็นศิลปะไทยปนจีน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2466 นอกจากนั้นยังมีหอสวดมนต์ที่เก็บของมีค่าของวัด 3 ชิ้น ได้แก่ ฝาบาตรมุก ตาลปัตร ปิ่นโต ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานแก่วัด ทางวัดได้เก็บรวบรวมไว้และยังอยู่ในสภาพดี

วัดหัวเขา วัดนี้มีประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งเป็นพิธีทำบุญของชาวไทยในเทศกาลออกพรรษา เริ่มงานหลังจากวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 2 ค่ำ เดือน 11 ทุก ๆ ปีมีคนมาร่วมทำบุญ เป็นจำนวนมากเนื่องจากมีสถานที่อำนวยความสะดวกและสวยงาม มาก มีบันไดขึ้นลงเขาทำด้วยคอนกรีต จำนวนรวม 212 ขั้น

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอดอนเจดีย์

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอดอนเจดีย์



พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ประกอบด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึกและองค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถี ที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2134 และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ 36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิม

ภายในองค์เจดีย์ได้มีการสร้างห้องแสดง ประวัติศาสตร์ทั้งภาพแสงสีเสียงและหุ่นจำลองการยกทัพของพม่าและไทย หลายร้อยตัว เป็นสถานที่ได้ทั้งความรู้และเพลิดเพลิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ได้เสด็จทรงประกอบพิธีบวงสรวง และเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปีเป็นวันถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ และถือเป็นวันกองทัพไทยด้วย พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์เฉลิมฉลองด้วย

การแสดงแสง-สี-เสียง ในงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ จะมีการแสดงทุกปีในช่วงวันที่ 25 มกราคม ของทุกปี ประกอบด้วยการแสดงของเหล่านักแสดงนับพันคน และการชนช้างการฟ้อนรำที่งดงาม และเรื่องราวของประวัติศาสตร์สมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ให้ทั้งความรู้ ความสนุกสนานและเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภออู่ทอง

สถานที่ท่องเที่ยวเมืองอู่ทอง


เมืองอู่ทองปัจจุบันอยู่ที่อำเภออู่ทองเป็นเมืองเก่าที่มีชื่อปรากฏในพงศาวดาร
กรุงศรีอยุธยาว่าพระเจ้าอู่ทองทรงอพยพผู้คนหนีโรคห่าจากเมืองอู่ทองเมื่อปี
พ.ศ.1890 ไปสร้างเมืองหลวงใหม่คือ กรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้มีการขุดค้นหา
หลักฐานที่เมืองอู่ทองแล้วลงความเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองเก่าก่อนกรุงศรีอยุธยา
และร้างไปนานนับร้อยปีก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยาจึงเชื่อกันว่า
พระเจ้าอู่ทองน่าจะไม่ได้หนีโรคห่าดังที่กล่าวไว้


พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง


ติดกับที่ว่าการอำเภออู่ทอง เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะวัตถุในสมัยต่าง ๆ ที่ขุดค้นพบแสดงถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคสมัยต่าง ๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี มีหลักฐานการขุดพบลูกปัดซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่พบที่เมืองออกแก้ว ประเทศเวียตนาม โดยนาย หลุยส์ มาเลอเรท์ (Louis Mallaret) พิสูจน์ว่าเป็นลูกปัดสมัยฟูนัน มีอายุประมาณ 1800 ปี เครื่องมือเครื่องใช้สมัยหินใหม่ถึงสมัยสัมฤทธิ์ พระพุทธรูป สมัยทวารวดี ฯลฯ พิพิธภัณฑ์เปิดบริการให้ประชาชนเข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น



บ้านลาวโซ่ง

ปัจจุบันได้ผสมกลมกลืนไปกับชาวพื้นเมืองแล้ว แต่ยังคงไว้ถึงประเพณี ความเชื่อ การทำมาหากิน การแต่งกายโดยภายในบริเวณพิพิธภัณสถานแห่งชาติอู่ทอง ได้จัดสร้างบ้านลาวโซ่งขึ้น แสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ประจำวันอยู่ครบครัน





รอยพระพุทธบาทวัดเขาดีสลัก


เป็นรอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินสีเขียว มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบตามที่อื่นๆ คือ เป็น รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ 65.5 ซม. ยาว 141.5 ซม. นักโบราณคดีให้ความเห็นว่าเป็นศิลปะสมัยทวาราวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 นอกจากนี้ยังพบ โพรงหินภายในมีพระพุทธรูปและโบราณวัตถุต่าง ๆ อีกหลายชนิด
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ และสร้างมณฑปทรงไทยสวยงามครอบไว้ มีการดูแลโดยรอบบริเวณอย่างดี มีถนนราดยางขึ้นสู่มณฑปบนยอดเขา มองเห็นทุ่งโล่งกว้าง และทิวเขาสลับสับซ้อนของอำเภออู่ทอง และสร้างระฆัง 72 ใบ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 72 พรรษา ผู้สนใจประวัติศาสตร์และโบราณคดีน่าไปศึกษาอย่างยิ่ง

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอด่านช้าง

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอด่านช้าง


อำเภอด่านช้างนั้น ในอดีตเดิมอยู่ที่บ้านหนองปลาดุก อำเภอเดิมบางนางบวช
โดยมีตำนานเล่าว่ามีโขลงช้างมากินน้ำ และเล่นน้ำ ที่ลำห้วยกระเสียว เรียกว่า
"บ้านด่านช้าง" ต่อมาตั้งเป็นกิ่งอำเภอด่านช้าง แยกออกมาจากอำเภอเดิมบาง
นางบวช เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2517



อุทยานแห่งชาติพุเตย


เป็นป่าสนสองใบบนยอดเขาพุเตย ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตร ป่าสนสองใบหลายพันต้นนี้มีอายุกว่า 200-300 ปี บนป่าสนกางเต็นท์พักแรมได้ แต่ไม่มีแหล่งน้ำ และที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกในหน้าหนาวและช่วงที่มีฝนตกและจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามนอกจากนี้บริเวณเขาตู่ตี่ ยังมี ถ้ำย้อยระย้า อันสวยงามด้วยหินงอกหินย้อย เมื่อต้องกับแสงไฟ



หมู่บ้านกระเหรี่ยงตะเพินคี่


เป็นป่าที่สวยงาม และเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกะเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยมากว่า 200 ปี ผืนป่า และต้นน้ำตะเพินคี่ ยังคงสภาพสมบูรณ์เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงผจญภัยล่องไพร เป็นดินแดนแห่งความหนาวเย็น ในหน้าหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-6 ํC และยังเป็นดินแดนรอยต่อของสามจังหวัด สุพรรณบุรี-อุทัยธานี-กาญจนบุรี




น้ำตกตะเพินคี่น้อย

เป็นน้ำตกขนาดเล็กอยู่ใกล้กับหมู่บ้านตะเพินคี่ มีน้ำไหลตลอดปี เป็นความงดงามทางธรรมชาติที่คนภายนอกไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสัมผัสเหมาะสำหรับผู้ที่รักการเดินทางแบบผจญภัยเล็กๆการเดินทาง หน้าฝนควรเป็นรถขับเคลื่น 4 ล้อส่วนหน้าแล้งรถยนต์นั่งธรรมดาก็สามารถไปได้





น้ำตกตะเพินคี่ใหญ่


เป็นน้ำตกขนาดเล็กมีสองชั้น ความสูงประมาณชั้นละ 5-6 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี เพราะเป็นต้นน้ำและบ่อน้ำผุด ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รายละเอียดการเดินทางดูได้ที่









เขื่อนกระเสียว


เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.5 เมตร พื้นที่กักเก็บน้ำ 28,750 ไร่ ปริมาณ น้ำที่สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเขื่อนดินที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และเป็นแหล่ง เพราะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทิวทัศน์สวยงามครับ กลางวันอากาศค่อนข้างร้อน ช่วงเย็นอากาศดีมาก โดยเฉพาะจุดตั้งแคมป์ริมเขื่อนเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม การเดินทางไปจุดตั้งแคมป์ จากสี่แยกไฟแดงอำเภอด่านช้างก่อนถึงทางเข้าตัวเขื่อน จะมีถนนลูกรังขวามือ มีป้าย "แพกระเสียว" วิ่งไปตามทางลูกรังอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีแยกซ้ายมือทางไปริมเขื่อนประมาณ 200 เมตร จะถึงจุดกางเต็นท์ ริมเขื่อนจุดกางเต็นท์ที่น่าสนใจอีกแห่งจะอยู่ทางตะวันตกของตัวเขื่อนชื่อ "แพชาวเขื่อน" สภาพยังเป็นธรรมชาติเหมาะกับนักเดินทางที่ไม่เน้นความสะดวกสบายมากนักใช้เส้นทางไป อ.หนองปรือ ทางเข้าอยู่ขวามือเป็นทางลาดยาง จะมีช่วงลูกรังเล็กน้อยก่อนถึงจุดกางเต็นท์

อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน


เป็นอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าองค์พระเขาพุระกำและเขาห้วยพลู บริเวณกว้าง 5000 ไร่ ในตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้างและอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี มีธรรมชาติโดยรอบสวยงาม เหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม มีถนนราดยางถึงตัวอ่างเก็บน้ำ เป็นเส้นทางที่จะไปน้ำตกพุกระทิงและอุทยานแห่งชาติพุเตย

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอเมือง

สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอเมือง


วัดป่าเลไลยก์

เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำสุพรรณห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 4 กิโลเมตร ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดป่า ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์ ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาเตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลก์ ภายหลังปี พ.ศ. 1724 เล็กน้อย หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลก์ ศิลปสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท) มีนักปราชญ์หลายท่านว่า เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระพนัญเชิงสมัยแรกต่อมาได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมใหม่ และทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย





หอคอยบรรหาร-แจ่มใส และสวนเฉลิมภัทรราชินี

ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุพรรณบุรี บนถนนนางพิม ตำบลท่าพี่เลี้ยง หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เป็นหอคอยแห่งแรกและสูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงถึง 123.25 เมตร มีชั้น
สำหรับชมวิวในระดับสูงสุด 78.75 บนหอได้มีการติดตั้งกล้องส่องทางไกลไว้รอบด้านมีร้านขายของที่ระลึกและอาหารว่าง มีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเมืองสุพรรบุรีทั้งด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี ศิลปวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และเรื่องราวน่ารู้ของของจังหวัดสุพรรณบุรีไว้ทั้งหมดเปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์ตามเวลาดังนี้ วันอังคาร-ศุกร์เวลา 10.00-19.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด นักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-20.30 น. หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เวลา 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท หลังเวลา 18.00 น.ผู้ใหญ่ 40 บาท รายละเอียดเพิ่ม
เติมติดต่อ โทร. (035) 522721 และ 524063-4


วัดพระนอนและอุทยานมัจฉา


ตั้งอยู่ที่ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 3 กม. เป็นวัดเก่าแก่ สมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ ที่ปรักหักพังแล้วและได้บูรณะขึ้นใหม่ ในสมัยปัจจุบัน มีรูปปั้นพระนอน ในลักษณะ นอนหงาย สร้างเท่า ขนาดคนจริง สมัยโบราณ ลักษณะเหมือนพระนอน ที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย ที่วัดพระนอนนี้ มีแม่น้ำ ท่าจีน ไหลผ่าน ท่านเจ้าอาวาส ได้เลี้ยงปลาไว้ ตั้งแต่ปี 2516 มีทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด ปลาตะโกก ปลายี่สก จำนวนนับแสนตัว



ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง


อยู่ห่างฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) ห่างจากตัวสะพานไปครึ่งกิโลเมตร เดิมตัวศาลเป็น ศาลไม้ทรงไทย มีเทวรูปพระอิศวร และพระนารายณ์ สลักด้วยหินสีเขียว สององค์ ปัจจุบัน ศาลเป็นรูปเก๋ง จีน ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนี้ เป็นที่เคารพ ของชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง มีงานประจำปีกระจาดทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 7 ของจีน



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

ตั้งอยู่ในบริเวณ ศาลากลางจังหวัดถนนพระพันวษา เป็นอาคารเรือนไทยประยุกต์สองชั้นจัดแสดงเรื่องราว เกี่ยวกับ การทำนา ประเพณีและ วิถีชีวิตของชาวนาไทย นอกจากนี้ ยังจัดแสดงสิ่งของและอุปกรณ์ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงใช้ทำนาสาธิต เช่น เคียวด้ามทอง รวงข้าวมงคง 9 รวงแรกที่ทรงเกี่ยวเป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์
และอังคาร เวลา 9.00-16.00 น
.






มะขามยักษ์วัดแค

วัดแคเป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง“ขุนช้างขุนแผน” อยู่ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ไปทางเหนือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นโดยรอบได้ประมาณ 10 เมตร เชื่อกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบมะขาม จากต้นมะขามต้นนี้ ให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากท่านอาจารย์คงไว้โจมตีข้าศึก นอกจากนี้ทางจังหวัดได้สร้างเรือนไทยทรงโบราณเรียกว่า “คุ้มขุนแผน” ไว้ใกล้กับต้นมะขามยักษ์นี้อีกด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสวัดแคเมื่อ พ.ศ. 2447 วัดนี้มีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระพุทธบาทสี่รอย ทำด้วยทองเหลืองกว้าง 1.40 เมตร ยาว 2.80 เมตร สร้างซ้อนกันไว้ใน รอยใหญ่ นอกจากนี้ก็มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบศิลปะรัตนโกสินทร์ จีวรและอังสะเป็นดอกพิกุลงดงามมาก ประดิษฐานอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ก็มีเช่น ระฆังทองเหลือง หม้อต้ม กรักทองเหลือง ตู้ใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จพระ-จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายเมื่อปี 2412





ศูนย์หัตถกรรมภาคตะวันตก

ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนกำยาน ริมถนนมาลัยแมน ห่างจากตัวเมืองไปทางอำเภออู่ทอง ประมาณ 8 กิโลเมตร ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุน ด้านอุตสาหกรรมในครอบครัว และหัตถกรรมในเขตพื้นที่ 14 จังหวัดภาคตะวันตก มีอาคารแสดงนิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์หัตถกรรมดีเด่น สวยงามประเภทต่าง ๆ รวมทั้งจัดจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เปิดให้ชมทุกวันในเวลาราชการ โทร 035-511622